Categories
รวมบทความ

10 อันดับ หุ่นยนต์ดูดฝุ่น ยี่ห้อไหนดี มีคุณภาพสมราคา 2024 

ปัจจุบันเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ มีความทันสมัยมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวันนี้เราจึงไม่ต้องเสียเวลากำจัดฝุ่นด้วยตัวเอง เพราะมีตัวช่วยอย่าง หุ่นยนต์ดูดฝุ่น นับเป็นตัวเลือกที่ช่วยประหยัดเวลาในการทำความสะอาดได้ดีเลยทีเดียว วันนี้จึงขอชวนทุกคนมารู้จักกับ 10 หุ่นยนต์ใช้ดูดฝุ่นยี่ห้อต่าง ๆ ที่มีคุณภาพสมราคา 

10 อันดับ หุ่นยนต์ดูดฝุ่น คุณภาพดี ฟังก์ชั่นน่าใช้งาน 

หากใครอยากกำจัดฝุ่นภายในบ้านง่าย ๆ ควรเลือกหุ่นยนต์ดูดฝุ่น ที่มีคุณภาพดีสมกับราคา เพราะจะช่วยให้การทำความสะอาดบ้านมีความง่าย รวดเร็ว และสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น แต่ถ้ายังไม่รู้ว่าควรจะเลือกแบบไหน มาดูเลยว่า 10 หุ่นยนต์ดูดฝุ่นยี่ห้อไหนดี 2024 น่าซื้อมาใช้งาน 

หุ่นยนต์ดูดฝุ่น
  1. Ecovacs Deebot U2 Pro

หากใครเลี้ยงน้องหมาหรือน้องแมวไว้ในบ้าน หุ่นยนต์ตัวนี้เหมาะมาก ๆ เพราะมีนวัตกรรม Pet Kit Care ซึ่งถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ หลายคนอาจสงสัยว่า หุ่นยนต์ดูดฝุ่นecovacsดีไหม จริง ๆ แล้วหุ่นยนต์รุ่นนี้ดีไม่น้อยเลย เขามีโหมด Max+ ช่วยเพิ่มพลังดูดมากถึง 2.5 เท่าด้วย 

ประเภท: ดูดฝุ่นและถูพื้น

ราคา: 7,000 บาท 

หุ่นยนต์ดูดฝุ่น
  1. Mister Robot Hybrid Map Pro

เรียกว่าเป็น หุ่นยนต์ ดูดฝุ่น รุ่นรองท๊อปจากแบรนด์ Mister Robot ซึ่งมาพร้อมกับแท่นชาร์จที่สามารถเก็บฝุ่นได้สูงสุด 3.5 ลิตร มีโหมดการใช้งาน 4 รูปแบบ สามารถดูดฝุ่นด้วยความแรงสูงสุด 3 kPa และนอกจากจะใช้ดูดฝุ่นแล้วยังใช้ถูบ้านได้อีกด้วย 

ประเภท: ดูดฝุ่นและถูบ้าน

ราคา: 9,900 บาท 

หุ่นยนต์ดูดฝุ่น
  1. Samsung VR05R5050WK/ST

หุ่นยนต์ทำความสะอาดที่ใช้ได้ทั้งการดูดฝุ่นและถูพื้น เรียกว่าเป็นระบบ 2 in 1 ที่คุ้มค่าจริง ๆ ขนาดเครื่องค่อนข้างเล็ก แต่มีโหมดการทำความสะอาดอยู่ด้วยกัน 4 โหมด แถมยังมีระบบ Anti-collision Sensor และระบบ Anti-Drop Sensor อีกด้วย ใครอยากได้ หุ่นยนต์ดูดฝุ่นถูพื้น แบบทันสมัย ขอแนะนำเลย 

ประเภท: ดูดฝุ่นและถูพื้น

ราคา: 10,990 บาท 

หุ่นยนต์ดูดฝุ่น
  1. LG CordZero R5T-MAX 360 LiDAR Sensor

อีกหนึ่งหุ่นยนต์ดูดฝุ่น ที่มาพร้อมระบบ 2 in 1 และมีโหมดดูดฝุ่น 4 ระดับ เก็บฝุ่นได้มากถึง 2 ลิตร ทั้งนี้ตัวเครื่องจะสามารถใช้ได้ทั้งการดูดฝุ่นและถูพื้น เหมาะกับคนที่ต้องการตัวเครื่องทันสมัย มีเทคโนโลยีช่วยให้ทำความสะอาดได้อย่างหมดจด แถมมีระบบกำจัดฝุ่นและสิ่งสกปรกอัตโนมัติด้วย 

ประเภท: ดูดฝุ่นและถูพื้น

ราคา: 19,900 บาท 

หุ่นยนต์ดูดฝุ่น
  1. Xiaomi Robot Vacuum X10+

หุ่นยนต์ดูดฝุ่นXiaomi รุ่นใหม่ล่าสุด มาพร้อมกับระบบการทำงานที่ทันสมัย เหมาะกับยุคสมัยปัจจุบัน สามารถดูดฝุ่นได้อย่างแม่นยำ ทำงานผ่านระบบ AI และเซนเซอร์ 3 มิติ พร้อมทั้งเลเซอร์ สามารถให้แรงดูดสูงสุด 4 kPa และนอกจากจะดูดฝุ่นได้แล้ว ยังสามารถใช้ถูพื้นได้ด้วย 

ประเภท: ดูดฝุ่นและถูพื้น

ราคา: 17,990 บาท 

หุ่นยนต์ดูดฝุ่น
  1. Autobot Lazer 6

แม้ว่า Autobot Lazer 6 จะเป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่น แต่จุดเด่นของเขาจะมีระบบถูพื้นที่ให้ประสิทธิภาพสูง ทำงานผ่านฟังก์ชั่น Vibrate Scrubbing ขัดพื้นด้วยระบบสั่นสะเทือน ทำงานพร้อมกับฟังก์ชั่นถูพื้นแบบตัว Y นอกจากจะช่วยดูดฝุ่นอย่างหมดจดแล้ว ยังถูพื้นให้สะอาดขึ้นอีกด้วย 

ประเภท: ดูดฝุ่นและถูพื้น

ราคา: 19,990 บาท 

หุ่นยนต์ดูดฝุ่น
  1. iRobot Roomba i2

หุ่นยนต์ตัวนี้เหมาะกับคนที่ต้องการดูดฝุ่นโดยเฉพาะ เนื่องจากจะไม่มีฟังก์ชั่นถูพื้นนั่นเอง อย่างไรก็ตามหากคุณกำลังลังเลว่าจะเลือกซื้อ หุ่นยนต์ดูดฝุ่นยี่ห้อไหนดี ตัวนี้ก็ไม่ได้แย่เลย เพราะจุดเด่นของเขาคือแปรงดูดฝุ่นยางแบบคู่ ซึ่งจะช่วยให้การดูดฝุ่นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

ประเภท: ดูดฝุ่น

ราคา: 13,603 บาท 

หุ่นยนต์ดูดฝุ่น
  1. Lydsto G2

หุ่นยนต์ดูดฝุ่นถูพื้น ยี่ห้อไหนดี แนะนำตัวนี้เลยเพราะสามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชั่น Mi Home ให้พลังดูดสูงสุด 3 kPa พร้อมถังเก็บฝุ่น 310 มิลลิลิตร และถังเก็บน้ำ 250 มิลลิลิตร ซึ่งภายในถังเก็บฝุ่นจะมีระบบกำจัดเชื้อโรคอยู่ด้วย จึงมั่นใจได้ว่าจะมีทั้งความสะอาดและปลอดภัยอย่างแน่นอน 

ประเภท: ดูดฝุ่นและถูพื้น

ราคา: 8,990 บาท 

หุ่นยนต์ดูดฝุ่น
  1. Tefal X-Plorer Serie 45

นี่คือ โรบอทดูดฝุ่น จากแบรนด์ Tefal มาพร้อมกับโหมดทำความสะอาด 3 ระดับ ซึ่งสามารถเชื่อมต่อ WiFi และสั่งงานผ่านสมาร์ทโฟนจากแอปพลิเคชั่น Tefal Robots ได้ด้วย ช่วยให้ดูดฝุ่นและถูพื้นได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ว่าฝุ่นจะเยอะมากแค่ไหนก็อุ่นใจได้เมื่อมีหุ่นยนต์ดูดฝุ่นตัวนี้ 

ประเภท: ดูดฝุ่นและถูพื้น

ราคา: 6,995 บาท 

หุ่นยนต์ดูดฝุ่น
  1. Dynova JXV100

หากใครกำลังมองหา หุ่นยนต์ดูดฝุ่นยี่ห้อไหนดี ราคาไม่แพง ขอแนะนำตัวนี้เลย เพราะมีราคาเพียงแค่ 1 พันกว่าบาทเท่านั้น แต่จะให้ฟังก์ชั่นพื้นฐานมาอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นเซนเซอร์ตรวจจับวัตถุ ช่วยป้องกันหุ่นยนต์ชนวัตถุ และระบบการเคลื่อนที่ไปในทิศทางอื่นโดยอัตโนมัติ ดูดฝุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพสมกับราคา 

ประเภท: ดูดฝุ่น

ราคา: 1,375 บาท 

เลือก หุ่นยนต์ดูดฝุ่น ตามฟังก์ชั่นที่ใช่ ช่วยตอบโจทย์การใช้งานที่ชอบ

ทุกวันนี้มีหุ่นยนต์ดูดฝุ่นหลายยี่ห้อด้วยกัน ทำให้บางคนอาจเลือกไม่ได้ว่าจะใช้ยี่ห้อไหนดี แนะนำให้พิจารณาจากคุณสมบัติและฟังก์ชั่นการใช้งานเป็นหลัก หากคุณไม่ชอบเสียงดังก็ควรดูว่า หุ่นยนต์ดูดฝุ่นเสียงดังไหม ก่อนจะเลือกซื้อ นอกจากนี้ควรพิจารณาด้วยว่าเครื่องที่เลือกนั้นเหมาะสมกับราคาหรือไม่

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
รวมบทความ

10 อันดับ เครื่องชงกาแฟ ยี่ห้อไหนดี มีคุณภาพ น่าใช้งาน 2024 

เครื่องชงกาแฟ ยี่ห้อไหนดี

ปัจจุบันการชงกาแฟสดด้วยตัวเองสามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่มีเครื่องชงกาแฟที่บ้านก็พร้อมใช้งานแล้ว สำหรับใครที่ชอบดื่มกาแฟเป็นประจำอยู่แล้ว โดยเฉพาะในช่วงเช้าที่มักตื่นมาจิบกาแฟ หากต้องการเครื่องชงกาแฟคุณภาพดี น่าใช้งาน เราขอแนะนำ 10 เครื่องชงกาแฟ ยี่ห้อไหนดี 2024 

รวม 10 เครื่องชงกาแฟ ยี่ห้อไหนดี มีคุณสมบัติน่าใช้งาน

หากถามว่า เครื่องชงกาแฟสด ยี่ห้อไหนดี ต้องบอกว่าดีหลายยี่ห้อเลยทีเดียว แต่สิ่งที่เราควรพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อก็คือประเภทของเครื่องชงกาแฟนั้น ๆ เป็นอย่างไร เหมาะกับการชงที่ไหน รวมถึงคุณสมบัติต่าง ๆ และราคาจำหน่ายด้วย มาดูกันว่า 10 เครื่องชงกาแฟยี่ห้อไหนดี บ้าง 

เครื่องชงกาแฟ ยี่ห้อไหนดี
  1. SKG SK-1212

เครื่องชงกาแฟ สำหรับร้านเล็ก ๆ สามารถชงได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเอสเพรสโซ คาปูชิโน และอื่น ๆ มาพร้อมระบบไอน้ำสำหรับทำฟองนม แถมลูกบิดที่ปรับแรงดันได้ นอกจากชงขายในร้านเล็ก ๆ แล้ว เครื่องนี้ยังสามารถนำมาชงเองที่บ้านได้ด้วย ใครสนใจ เครื่องชงกาแฟ ยี่ห้อไหนดี ราคาถูก แนะนำตัวนี้เลย 

ความจุน้ำ: 1 ลิตร

ราคา: 1,889 บาท 

เครื่องชงกาแฟ ยี่ห้อไหนดี
  1. Duchess CM4200

ใครกำลังตามหา เครื่องชงกาแฟยี่ห้อไหนดี สําหรับเปิดร้าน Duchess รุ่นนี้ก็ดูดีอยู่ไม่น้อยเลย ถือเป็นเครื่องชงกาแฟสไตล์วินเทจที่มาพร้อมกับระบบหม้อต้มแบบ Thermoblock สามารถใช้ชงกาแฟสดอย่างเอสเปรสโซ คาปูชิโน ลาเต้ หรือแม้แต่ชงชาก็ได้เช่นกัน เหมาะกับคนที่อยากเปิดร้านเล็ก ๆ ด้วยต้นทุนต่ำ 

ความจุน้ำ: 1.5 ลิตร

ราคา: 2,990 บาท 

เครื่องชงกาแฟ ยี่ห้อไหนดี
  1. Nespresso Essenza Mini C Range

เครื่องชงกาแฟแบบแคปซูลสไตล์จุลนิยม มีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา ใช้งานได้ง่าย มาพร้อมกับฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย สามารถชงกาแฟเองได้ง่าย ๆ ภายใน 30 วินาที เพียงแค่กดปุ่มเดียว สำหรับใครที่กำลังลังเลอยู่ว่าจะเลือก เครื่องชงกาแฟแคปซูล ยี่ห้อไหนดี ขอแนะนำตัวนี้เลย 

ความจุน้ำ: 0.6 ลิตร

ราคา: 5,500 บาท 

เครื่องชงกาแฟ ยี่ห้อไหนดี
  1. Delonghi EC785BG

เครื่องชงกาแฟอิตาลีขนาดกะทัดรัด เหมาะกับการใช้งานที่บ้านหรือคอนโด ตัวเครื่องมีดีไซน์สวยงาม ทำจากสแตนเลสเคลือบสีด้าน มาพร้อมกับระบบทำความร้อนแบบ Thermoblock สำหรับใครที่กำลังคิดอยู่ว่าจะเลือกซื้อ เครื่องชงกาแฟอิตาลี ยี่ห้อไหนดี บอกเลยเครื่องนี้ดีไม่แพ้ใคร 

ความจุน้ำ: 1.1 ลิตร

ราคา: 10,875 บาท 

เครื่องชงกาแฟ ยี่ห้อไหนดี
  1. Gaggia Classic Pro Espresso Machine

สำหรับคนที่สนใจอยากเปิดร้านกาแฟแล้วยังไม่รู้ว่า เครื่องชงกาแฟสําหรับร้านเล็ก ๆ ยี่ห้อไหนดี เราขอแนะนำเครื่องชงกาแฟอิตาลีแบบหัวเดียวจาก Gaggia รุ่นนี้เลย ถือเป็นรุ่นยอดฮิตที่เหล่าบาริสต้าใช้งาน ตัวเครื่องมีความทันสมัยและมีคุณภาพสูง สามารถชงกาแฟขายในร้านของตัวเองได้เลย 

ความจุน้ำ: 2.1 ลิตร

ราคา: 25,900 บาท 

เครื่องชงกาแฟ ยี่ห้อไหนดี
  1. Hillkoff La Nuova Era Dream

เครื่องชงกาแฟอิตาลีแบบหัวเดียว มาพร้อมระบบ Pre-Infusion Program ช่วยสกัดกาแฟให้มีรสชาติดียิ่งขึ้น ตัวเครื่องดีไซน์สวยงามเป็นเอกลักษณ์ มาพร้อมขนาดกะทัดรัด สามารถจัดวางได้ง่าย หากใครอยากเปิดร้านกาแฟเล็ก ๆ แล้วไม่รู้ว่าจะซื้อ เครื่องชงกาแฟยี่ห้อไหนดี ขอแนะนำเครื่องนี้เลย 

ความจุน้ำ: 3 ลิตร

ราคา: 47,500 บาท 

เครื่องชงกาแฟ ยี่ห้อไหนดี
  1. Airbot CM8000

เครื่องชงกาแฟ Airbot สีแดงสวยงาม รูปทรงเพรียวบางสไตล์วินเทจ มาพร้อมระบบอุ่นถ้วยและทำฟองน้ำแบบไอน้ำ ใช้แรงดันน้ำสูงถึง 20 บาร์ เสิร์ฟได้ครั้งละ 1-2 ถ้วย เหมาะกับคนที่อยากดื่มคาปูชิโน ลาเต้ และมอคค่าโดยเฉพาะ คุณสมบัติดีขนาดนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เครื่องชงกาแฟ ยี่ห้อไหนดี 

ความจุน้ำ: 1.4 ลิตร

ราคา: 1,999 บาท 

เครื่องชงกาแฟ ยี่ห้อไหนดี
  1. Baliza Nespresso & Dulce Gusto

เครื่องชงกาแฟ Baliza Nespresso & Dulce Gusto มีขนาดกะทัดรัดและคุณภาพดี สามารถชงกาแฟได้ถึง 4 แบบด้วยกัน มาพร้อมแรงดัน 19 บาร์ ซึ่งสามารถใช้งานหลังจากเปิดเครื่องได้เพียงแค่ 1 นาทีเท่านั้น เรียกว่าเป็นเครื่องชงกาแฟแบบแคปซูลที่สามารถจัดวางไว้ในบ้านได้ง่ายมาก 

ความจุน้ำ: 0.8 ลิตร

ราคา: 4,990 บาท 

เครื่องชงกาแฟ ยี่ห้อไหนดี
  1. MiniMex Super Rich

เครื่องชงกาแฟดีไซน์สวยงาม มีความทันสมัย หากใครอยากได้เครื่องชงกาแฟสดคุณภาพดีสมราคา แต่ไม่รู้ว่าจะเลือกเครื่องชงกาแฟ ยี่ห้อไหนดี MiniMex รุ่นนี้ก็ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยเลย เพราะมีระบบบ่มกาแฟก่อนกลั่น ช่วยให้กาแฟที่สกัดออกมามีลักษณะเนียนสวย แถมยังให้กลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ด้วย 

ความจุน้ำ: 1.7 ลิตร

ราคา: 17,900 บาท 

เครื่องชงกาแฟ ยี่ห้อไหนดี
  1. Simplus Drip Coffee Maker KFJH006

เครื่องชงกาแฟสดกินเอง แบบดริป ดีไซน์มินิมอล ใช้วัสดุ PP Food Grade มาพร้อมขนาดกะทัดรัด เหมาะกับการใช้งานในคอนโด อพาร์ทเมนต์ และหอพักมากทีเดียว ซึ่งสามารถสกัดกาแฟได้ภายใน 60 วินาทีเท่านั้น และที่สำคัญยังสามารถสกัดกาแฟได้พร้อมกัน 2 ถ้วยด้วย 

ความจุน้ำ: 0.3 ลิตร

ราคา: 400 บาท 

มือใหม่เลือก เครื่องชงกาแฟ ยี่ห้อไหนดี ตอบโจทย์ทั้งราคาและการใช้งาน

มือใหม่ที่กำลังจะตัดสินใจซื้อ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องชงกาแฟที่บ้าน หรือชงที่ร้านกาแฟ แนะนำให้เลือกประเภทของเครื่องให้เหมาะสมกับการใช้งาน หากมีงบจำกัดก็ควรเลือกเครื่องชงกาแฟที่มีราคาถูก แต่สามารถใช้งานได้ดี ไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่องที่แพงที่สุด เพราะมันอาจไม่ได้บ่งบอกว่าเครื่องชงกาแฟ ยี่ห้อไหนดีที่สุดเสมอไป

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
รวมบทความ

8 อันดับ อาหารโซเดียมสูง คนไทยชอบทาน หากไม่เลี่ยงเสี่ยงไตพัง 

หากไม่เลี่ยงเสี่ยงไตพัง 

อาหารโซเดียมสูง

ทุกวันนี้ต้องบอก อาหารโซเดียมสูง หลายเมนูได้รับความนิยมอย่างมาก ด้วยความที่คนไทยส่วนมากจะชินกับการทานอาหารรสเค็ม จึงไม่ทำให้รู้สึกว่าการทานอาหารจำพวกนี้จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ หรือแม้แต่คนที่รู้ก็ยังคงเลือกที่จะทานต่อ อย่างไรก็ตามโซเดียมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ไม่ควรทานมากเกินไป

รวม 8 เมนู อาหารโซเดียมสูง คนไทยชอบทาน กินนาน ๆ ยิ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพ

โซเดียมเป็นสารอาหารที่มีส่วนช่วยในการควบคุมความสมดุลของเหลวในร่างกาย ช่วยรักษาความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ ทั้งยังช่วยในการทำงานของประสาทและกล้ามเนื้อด้วย แต่หากทานอาหารโซเดียมสูง มากเกินไปก็ไม่ดี เพราะจะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคไตวายได้ มาดูกันว่า อาหารอะไรบ้างที่มีโซเดียมสูง 

อาหารโซเดียมสูง
  1. ข้าวเหนียวมะม่วง

ข้าวเหนียวมะม่วงดูเหมือนจะเป็นของหวานที่มีแต่น้ำตาล แต่รู้หรือไม่ว่าหนึ่งใน ผลไม้ที่มีโซเดียมสูง ที่สุดก็คือมะม่วง โดยมีโซเดียมเฉลี่ยลูกละ 40 มิลลิกรัม เมื่อนำมารวมกับข้าวเหนียวมูนและน้ำกะทิ ยิ่งทำให้กลายเป็น อาหาร โซเดียมสูง ไปโดยปริยาย หากทานบ่อย ๆ จะส่งผลเสียต่อร่างกายไม่น้อยเลย 

ปริมาณโซเดียม: 7.6 ช้อนชา / 1 ถ้วย 

อาหารโซเดียมสูง
  1. ปลาอินทรีย์เค็ม

ปลาอินทรีย์เค็ม เป็นอีกหนึ่งเมนูที่คนไทยนิยมรับประทานกับข้าว ด้วยความเค็มจากปลาอินทรีย์ทำให้มีปริมาณโซเดียมอยู่ไม่น้อย โดยเฉลี่ยปลาอินทรีย์เค็ม 10 กรัม จะมีโซเดียมมากถึง 3,200 มิลลิกรัม นั่นทำให้เมนูนี้เป็น อาหารที่มีโซเดียมมากที่สุด เป็นอันดับต้น ๆ เลยก็ว่าได้ 

ปริมาณโซเดียม: 1.6 ช้อนชา / 1 ชิ้น 

อาหารโซเดียมสูง
  1. น้ำพริกกะปิ

น้ำพริกกะปิ จัดเป็นเครื่องจิ้มยอดนิยมของไทยเลยก็ว่าได้ หลายคนชอบทานคู่กับข้าวสวยและเครื่องเคียงต่าง ๆ แม้ว่าเราจะทานกับผักที่มีประโยชน์ แต่อย่าลืมว่าในน้ำพริกกะปิมีปริมาณโซเดียมสูง โดยเฉลี่ยน้ำพริกกะปิ 100 กรัม มีโซเดียม 2,250 มิลลิกรัม จึงกลายเป็น อาหารโซเดียมสูง ที่ไม่ควรทานมากเกินไป 

ปริมาณโซเดียม: 1.2 ช้อนชา / 1 ถ้วย 

อาหารโซเดียมสูง
  1. ส้มตำปูปลาร้า

เคยสงสัยไหมว่า ส้มตำ1จานมีโซเดียมเท่าไร จากข้อมูลพบว่าส้มตำปูปลาร้า 100 กรัม มีโซเดียมเฉลี่ยอยู่ที่ 702.63 – 1,622.59 มิลลิกรัม ถือว่าไม่น้อยเลย และถ้าถามว่า ผลไม้อะไรโซเดียมสูง หนึ่งในนั้นคือมะละกอสุก แม้ว่าส้มตำส่วนใหญ่จะใช้มะละกอดิบ แต่ส่วนผสมอื่น ๆ ก็ทำให้มีโซเดียมเยอะไม่แพ้กัน 

ปริมาณโซเดียม: 1 ช้อนชา / 1 จาน 

อาหารโซเดียมสูง
  1. โจ๊กกึ่งสำเร็จรูป

โจ๊กกึ่งสำเร็จรูป เป็นหนึ่งใน อาหารโซเดียมสูง7-11 ที่หลายคนนิยมทานกัน จากข้อมูลพบว่าโจ๊กกึ่งสำเร็จรูปส่วนใหญ่มีปริมาณโซเดียมอยู่ที่ 668.47 – 1,549.24 มิลลิกรัม ต่อซอง หรือต่อถ้วย นั่นทำให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์อาหารกึ่งสำเร็จรูปมีปริมาณโซเดียมสูงเป็นอันดับต้น ๆ 

ปริมาณโซเดียม: 0.95 ช้อนชา / 1 ถ้วย 

อาหารโซเดียมสูง
  1. ผักกาดดอง

เชื่อว่าหลายคนน่าจะรู้ดีว่าผักกาดดองมีปริมาณโซเดียมสูง เนื่องจากเป็นอาหารรสเค็ม แต่ถึงอย่างนั้นหลายคนก็ยังคงเลือกที่จะทาน เมนูอาหารที่มีโซเดียมสูง นี้อยู่ เพราะผักกาดดองยังมีประโยชน์ในแง่ของการเป็นใยอาหาร แต่ถ้าหากทานมากเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ และทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคไตได้ด้วย 

ปริมาณโซเดียม: 0.95 ช้อนชา / 1 กระป๋อง 

อาหารโซเดียมสูง
  1. ต้มยำกุ้งน้ำข้น

อาหารประจำชาติไทยอย่างต้มยำกุ้งก็มีปริมาณโซเดียมมากไม่แพ้กับเมนูอื่น ๆ เลย เนื่องจากเครื่องปรุงที่ใช้มีรสเค็ม ต้มยำกุ้งน้ำข้นบางถ้วยอาจให้โซเดียมมากถึง 2,400 มิลลิกรัม นั่นทำให้เป็นเมนู อาหารโซเดียมสูง ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพหากทานในปริมาณมากเกินไป 

ปริมาณโซเดียม: 0.85 ช้อนชา / ถ้วย 

อาหารโซเดียมสูง
  1. บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็น อาหารที่มีโซเดียมสูง โดยแต่ละสูตรจะมีปริมาณโซเดียมต่างกัน แต่โดยทั่วไปหากทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 ห่อ จะทำให้ร่างกายได้รับโซเดียมมากถึง 50-100% ของความต้องการในแต่ละวัน และถ้าทานอาหารโซเดียมสูงนี้บ่อย ๆ จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตและความดันโลหิตสูงได้

ปริมาณโซเดียม: 0.75 ช้อนชา / 1 ซอง 

ลดปริมาณการทาน อาหารโซเดียมสูง ช่วยเซฟไตให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

จากที่กล่าวมาข้างต้นอาจทำให้ใครหลายคนกลัวโซเดียมมากขึ้น และไม่กล้ากินอาหารที่มีโซเดียมสูง แต่จริง ๆ แล้วโซเดียมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย หากเราควบคุมปริมาณให้เหมาะสมก็ไม่ต้องกังวล ทั้งนี้เราสามารถเลือกได้ว่าจะ กินอะไรลดโซเดียมในร่างกาย สำหรับเมนูที่กล่าวมาข้างต้นก็ยังกินได้ตามปกติ เพียงแค่ให้กินอย่างเหมาะสม และหลีกเลี่ยงอาหารโซเดียมสูงชนิดอื่น ๆ ด้วย

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
รวมบทความ

12 อันดับ หมวกกันน็อคเต็มใบ รูปแบบใหม่ ควรค่าแก่การใช้งาน 2024 

หมวกกันน็อคเต็มใบ

หมวกกันน็อคจะมีอยู่หลายประเภทด้วยกัน สำหรับ หมวกกันน็อคเต็มใบ จะมีลักษณะต่างจากหมวกกันน็อคแบบครึ่งใบตรงที่มีส่วนคางเสริมเข้ามาแบบเต็มใบ ทำให้มีการป้องกันส่วนของศีรษะที่ครอบคลุมมากกว่า สำหรับใครที่ชื่นชอบหมวกกันน็อคประเภทนี้ก็ไม่ควรพลาด เพราะวันนี้เราจะมาแนะนำหมวกกันน็อคแบบเต็มใบที่น่าใช้งานมากที่สุดกัน 

แนะนำ 12 หมวกกันน็อคเต็มใบ สุดทันสมัย น่าใช้งาน 2024

ต้องบอกว่า หมวกกันน็อค เต็มใบ มีข้อดีอยู่หลายอย่าง หลัก ๆ ก็จะช่วยปกป้องศีรษะของเราได้ทั้งหมด ตั้งแต่ส่วนคอขึ้นไป เรียกว่าครอบคลุมมากกว่าหมวกกันน็อคแบบครึ่งใบ ฉะนั้นหากเกิดอุบัติเหตุก็จะช่วยลดการบาดเจ็บได้ดีกว่า นอกจากนี้ยังช่วยให้มองเห็นในขณะขับขี่ได้ชัดขึ้นอีกด้วย มาดูว่า หมวกกันน็อคเต็มใบยี่ห้อไหนดี 2024

หมวกกันน็อคเต็มใบ
  1. Oneal 2SRS

หมวกกันน็อค แบบเต็มใบนี้ถูกออกแบบมาให้ใช้กับจักรยานยนต์วิบากโดยเฉพาะ ดูจากรูปทรงแล้วจะเห็นว่ามีดีไซน์สุดเท่ เหมาะกับคนที่มีศีรษะเล็ก ซึ่งจะใช้สีคลาสสิกผสมผสานกับความทันสมัย จัดเป็น หมวกกันน็อคเต็มใบ ที่ถูกใจเหล่าชายหนุ่มอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับขนาดของหมวกจะมีไซส์ S และ M 

จุดเด่น: ออกแบบเพื่อใช้งานกับจักรยานยนต์แบบวิบากโดยเฉพาะ

ราคา: 3,950 บาท 

หมวกกันน็อคเต็มใบ
  1. Yamaha MAX Series

หมวกกันน็อครุ่นนี้ผลิตจากพลาสติก ABS มาในสไตล์สปอร์ตชนิดเต็มใบแบบเปิดหน้า โดยจะมี 4 สี ได้แก่ แดง น้ำเงิน เทา และดำ พร้อมทั้งชุดซับแบบ 3D รับกับใบหน้า นอกจากนี้ยังได้ติดตั้งแว่นกันแดดภายในหมวก พร้อมทั้งสายรัดคางแบบตัวเสียบสไลด์บาร์ ช่วยให้ถอดใส่ได้อย่างง่ายดาย และมีห่วงสำหรับคล้องหมวกอีกด้วย ใครถามว่า หมวกกันน็อคเต็มใบยี่ห้อไหนดี ที่รองรับผู้สวมแว่นตา ต้องรุ่นนี้เลย 

จุดเด่น: รองรับสำหรับผู้สวมแว่นตา

ราคา: 1,500 บาท 

หมวกกันน็อคเต็มใบ
  1. SHOEI NEOTEC2 Excursion TC-5

หมวกกันน็อคเต็มใบดีไซน์ทันสมัย มีความสวยงามหรูหรา โดยจะมีชิลด์สุดแกร่ง สามารถใช้งานแบบยกคางได้ จึงทำให้หมวกรุ่นนี้ใช้ได้ทั้งในรูปแบบเต็มใบและครึ่งใบ ทั้งยังสามารถติดตั้งแว่นกันแดดได้อีกด้วย ตรงจุดนี้ก็จะช่วยให้ขับขี่ในตอนกลางวันได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น 

จุดเด่น: ใช้งานได้ทั้งรูปแบบหมวกเต็มใบและหมวกครึ่งใบ

ราคา: 24,500 บาท 

หมวกกันน็อคเต็มใบ
  1. SHOEI X15

ใครมองหา หมวกกันน็อคเท่ๆ ตัวนี้ก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลย เรียกว่าเป็นรุ่นท็อปของแบรนด์ที่หลายคนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ติดตามการแข่งขันรถมอเตอร์ไซค์ โดยหมวกกันน็อครุ่นนี้จะมีน้ำหนักเบา ดีไซน์สปอร์ต มีความโฉบเฉี่ยว แข็งแรงทนทาน สามารถระบายอากาศและป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกได้ดี 

จุดเด่น: ป้องกันเสียงรบกวนได้ดี

ราคา: 29,800 บาท 

หมวกกันน็อคเต็มใบ
  1. Real Helmets Hurricane Race X

หมวกกันน็อคเต็มใบreal helmets รุ่นนี้ผลิตจาก Acrylonitrile Butadiene Styrene (ABS.) คัดเกรด มาพร้อมชุดนวมแบบ Asian Fit ใส่แล้วนุ่มสบาย ระบายอากาศได้ดี แถมยังถอดซักได้ง่าย อีกทั้งยังมีระบบปลดนวมแบบฉุกเฉินด้วย ถือเป็นหมวกกันน็อคอีกหนึ่งรุ่นที่รองรับแรงกระแทกได้ดี 

จุดเด่น: มีระบบปลดนวมกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน

ราคา: 2,450 บาท 

หมวกกันน็อคเต็มใบ
  1. INDEX 811

เรียกว่าเป็น หมวกกันน็อค เต็มใบ รุ่นยอดนิยมที่มีราคาค่อนข้างถูกเลยทีเดียว ดีไซน์หมวกดูเรียบง่าย ด้านในจะมีแว่นตากันแดด พร้อมชิลด์ด้านนอกอีก 1 ชั้น ส่วนตรงคางก็มีช่องเปิดระบายอากาศ สำหรับขนาดจะอยู่ที่ 59-60 เซนติเมตร (ไซส์ L) มีทั้งสีที่มีลวดลายและไม่มีลวดลาย ใครกำลังเล็ง หมวกกันน็อคเต็มใบราคาไม่เกิน 1000 อยู่ก็พิจารณาตัวนี้ได้เลย 

จุดเด่น: ด้านในมีแว่นตากันแดดขนาดใหญ่

ราคา: 955 บาท 

หมวกกันน็อคเต็มใบ
  1. Bilmola Spiker

อีกหนึ่งหมวกกันน็อคดีไซน์สปอร์ต มีความโฉบเฉี่ยว ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายหมวกกันน็อควิบาก สามารถถอดส่วนคางและปีกหมวกออกได้ นอกจากนี้ยังรองรับการติดตั้งบลูทูธอีกด้วย ด้านในมีแว่นกันแดดในตัว สามารถใส่ได้อย่างสะดวกสบาย โดยหมวกจะมีให้เลือก 5 ขนาด ตั้งแต่ 55-64 เซนติเมตร 

จุดเด่น: ถอดคางและปีกหมวกออกได้

ราคา: 2,239 บาท 

หมวกกันน็อคเต็มใบ
  1. Index ID Spartan

หากพูดถึง หมวกกันน็อคเต็มใบindex รุ่นนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้รุ่นอื่น ๆ เลย โดยเป็นหมวกที่มีลวดลายสุดเท่ รองรับผู้ที่มีขนาดศีรษะตั้งแต่ 57-62 เซนติเมตร สามารถเลือกใช้งานได้อย่างอิสระ เพราะจะมีให้เลือกอยู่ 3 ขนาดด้วยกัน บริเวณหน้ากระจกเป็นสีชา ช่วยปกป้องมลภาวะในระหว่างขับขี่ได้เป็นอย่างดี แถมยังมีที่หุ้มคางเพื่อความกระชับอีกด้วย 

จุดเด่น: เลือกใช้งานได้ 3 ขนาด

ราคา: 1,199 บาท 

หมวกกันน็อคเต็มใบ
  1. Avex รุ่น Topgun

หมวกกันน็อคนี้ผลิตจากวัสดุ ABS High Impact โดยจะมีทั้งความแข็งแรงและความเหนียว จึงสามารถทนต่อแรงกระแทกได้ดี ภายในมีฟองน้ำแบบพิเศษ สัมผัสนุ่มสบาย ใส่แล้วกระชับ นอกจากนี้ชิลด์หน้าก็ยังคงทนต่อแรงกระแทกได้ดีด้วย หากใครสงสัยว่า หมวกกันน็อคยี่ห้อไหนได้มาตรฐาน ยี่ห้อนี้ก็ผ่านมาตรฐาน มอก. เรียบร้อยแล้ว 

จุดเด่น: ทนแรงกระแทกได้ดี

ราคา: 890 บาท 

หมวกกันน็อคเต็มใบ
  1. AGV K1 Matt Black

ใครกำลังตามหา หมวกกันน็อคเต็มใบผู้หญิง รุ่นนี้ก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลย โดยมีดีไซน์ทรงสปอร์ตแบบเท่ ๆ ออกแบบมาอย่างเรียบหรู ผลิตมาจากวัสดุ High Resistance Thermoplastic ซึ่งมีความแข็งแรงทนทานมากพอสมควร นอกจากนี้ยังมีความยืดหยุ่นอีกด้วย บริเวณหมวกจะมีช่องสำหรับระบายอากาศ 5 ช่อง 

จุดเด่น: มีช่องระบายอากาศ 5 ช่อง

ราคา: 6,500 บาท 

หมวกกันน็อคเต็มใบ
  1. Eroro Motorcycle Jiekai Helmet

หมวกกันน็อคจาก ERORO รุ่นนี้ผลิตจากพลาสติก ABS ชนิดพิเศษ มีความแข็งแรงและทนทาน มาพร้อมรูปทรงสวยงาม สามารถระบายอากาศได้เป็นอย่างดี จัดเป็นหมวกกันน็อคที่สามารถเปิดส่วนคางได้ โดยจะมีสายรัดคางแบบตัวเสียบสไลด์บาร์ จึงถอด-ใส่ได้อย่างรวดเร็ว 

จุดเด่น: เปิดคางได้ สายรัดคางถอด-ใส่ได้รวดเร็ว

ราคา: 935 บาท 

หมวกกันน็อคเต็มใบ
  1. Space Crown WS-I

หมวกกันน็อค Space Crown รุ่นนี้เป็นแบบเปิดหน้า สามารถใส่ได้อย่างสบาย ไม่หนักศีรษะ และสินค้าของเขาก็ได้รับรองมาตรฐานจาก มอก. เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยทุกครั้งในการขับขี่ สำหรับขนาดที่เหมาะสม คือ ขนาดรอบศีรษะ 59 เซนติเมตร หากใครยังไม่รู้ว่าจะเลือก หมวกกันน็อคยี่ห้อไหนดี ขอแนะนำตัวนี้เลย ซึ่งมีให้เลือกครบทุกสี 

จุดเด่น: ใส่สบาย เบาศีรษะ

ราคา: 264 บาท 

ชี้เป้า หมวกกันน็อคเต็มใบ ดีไซน์สุดทันสมัย ควรค่าแก่การใช้งาน

หมวกกันน็อคเต็มใบ

นอกจากรูปทรงที่สวยงาม เราควรพิจารณาด้วยว่า หมวกกันน๊อค แบบไหนปลอดภัยที่สุด เพราะสุดท้ายแล้วหมวกกันน็อคมีไว้เพื่อเซฟอวัยวะส่วนสำคัญของร่างกายอย่างศีรษะ ดังนั้นเราควรเลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ สำหรับใครที่สนใจหมวกกันน็อคเต็มใบที่เราแนะนำไปข้างต้น สามารถซื้อที่แหล่งจำหน่ายของแบรนด์ หรือในช่องทางออนไลน์ก็ได้เช่นกัน

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
รวมบทความ

12 น้ำยาปรับผ้านุ่ม ใช้แล้วผ้านุ่ม กลิ่นหอมติดทนนาน 2024 

น้ำยาปรับผ้านุ่ม

นอกจากผลิตภัณฑ์น้ำยาซักผ้า หรือผงซักฟอกแล้ว น้ำยาปรับผ้านุ่ม ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญในการซักผ้า เพราะนอกจากจะช่วยให้ผ้านุ่มขึ้นแล้ว ยังทำให้เสื้อผ้าของเรามีกลิ่นหอมสดชื่นอีกด้วย หากเราเลือกใช้น้ำยาสูตรที่ใช่ รวมถึงซักผ้าอย่างถูกวิธี ก็จะช่วยให้ผ้าของเรามีกลิ่นหอมติดทนนานมากยิ่งขึ้นแน่นอน

แนะนำ 10 น้ำยาปรับผ้านุ่ม สูตรหอมติดทนนาน ใช้แล้วผ้านุ่มและหอมขึ้น

น้ำยาปรับผ้านุ่ม

ต้องบอกว่า น้ำยา ปรับผ้านุ่ม แต่ละสูตร แต่ละยี่ห้อจะให้กลิ่นหอมแตกต่างกัน บางสูตรมีกลิ่นหอมสดชื่นแบบอ่อนโยน ในขณะที่บางสูตรมีกลิ่นหอมฉุน แต่สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่กลิ่นก่อนซักเพียงอย่างเดียว เพราะน้ำยาบางสูตรก็ให้กลิ่นหอมอ่อน ๆ หลังซัก หรืออาจให้กลิ่นหอมกำลังดีก็ได้ วันนี้ขอแนะนำ น้ำยาปรับผ้านุ่มหอมติดทนนาน 2567 จะมียี่ห้อไหน สูตรใดบ้าง มาดูกันเลย 

น้ำยาปรับผ้านุ่ม
  1. Hygiene Expert Care กลิ่น So Happy

ไฮยีน เอ็กซ์เพิร์ท แคร์ สูตรเข้มข้นพิเศษ กลิ่น So Happy ถือเป็นหนึ่งใน น้ำยาปรับผ้านุ่มไฮยีน ที่หลายคนการันตีเรื่องกลิ่นหอมติดทนนาน โดยกลิ่นหอมนี้คัดสรรมาจากช่วงฤดูใบไม้ผลิที่เต็มไปด้วยความสุขในทุ่งดอกไม้ ทำให้ น้ำยาปรับผ้านุ่ม สูตรนี้มอบกลิ่นหอมพร้อมความสุขในเสื้อผ้าได้เป็นอย่างดี 

ปริมาณ: 540 ml

ราคา: 52 บาท

ระดับความติดทน: 10/10 

น้ำยาปรับผ้านุ่ม
  1. Downy Concentrated Laundry Softener Garden Bloom

หากถามว่า น้ำยาปรับผ้านุ่มสูตรไหนหอมสุด มักมีหลายคนตอบว่าดาวน์นี่ เรียกว่าน้ำยาสูตรนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยจะเป็นสูตรเข้มข้นที่ใช้เพียงนิดเดียวก็หอมติดทนนาน ซึ่งมีความเข้มข้นมากกว่าสูตรธรรมดามากถึง 4 เท่า ดังนั้นไม่จำเป็นต้องใช้เยอะมากก็สามารถช่วยให้ผ้าหอมสดชื่นและติดทนนานแล้ว 

ปริมาณ: 590 ml.

ราคา: 72 บาท

ระดับความติดทน: 9.5/10 

น้ำยาปรับผ้านุ่ม
  1. Downy Fabric Softener Expert Indoor Dry

น้ำยาปรับผ้านุ่มดาวนี่ สูตรตากผ้าในร่ม มาพร้อมกับกลิ่นหอมละมุนละไมจากดอกมะลิ นอกจากจะช่วยมอบความหอมแล้ว สูตรนี้ยังช่วยลดกลิ่นอับชื้นให้กับเสื้อผ้าได้อีกด้วย และที่สำคัญสูตรนี้จะมีความเข้มข้นกว่าสูตรธรรมดามากถึง 4 เท่า จึงสามารถใช้เพียงแค่นิดเดียวก็ทำให้หอมติดทนนานได้ตลอดทั้งวัน 

ปริมาณ: 1,200 ml.

ราคา: 159 บาท

ระดับความติดทน: 9/10 

น้ำยาปรับผ้านุ่ม
  1. Fineline Water Harmony

อีกหนึ่งน้ำยาปรับผ้านุ่ม ที่มีคุณสมบัติช่วยให้เสื้อผ้านุ่มสะอาด พร้อมมอบกลิ่นหอมให้แบบเต็มเปี่ยม ซึ่งได้สารสกัดจากธรรมชาติ 100% จึงไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองได้ง่าย สูตรนี้จะมาพร้อมนวัตกรรม Color Lock ช่วยให้ผ้ามีสีสันสดใสยาวนานยิ่งขึ้น แถมมีกลิ่นหอมติดทนนานอีกด้วย 

ปริมาณ: 500 ml.

ราคา: 75 บาท

ระดับความติดทน: 9/10 

น้ำยาปรับผ้านุ่ม
  1. De Paris Luxury French Perfume Style

De Paris Luxury French Perfume Style เป็นน้ำยาปรับผ้านุ่ม สูตรเข้มข้นพิเศษ ได้หัวน้ำหอมจากฝรั่งเศส ซึ่งมีความเข้มข้นกว่าสูตรปกติมากถึง 6 เท่า เมื่อใช้แล้วจะช่วยให้เสื้อผ้ามีกลิ่นหอมติดทนนานกว่า 30 วันเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติช่วยลดกลิ่นอับหรือกลิ่นไม่พึงประสงค์ให้เสื้อผ้าอีกด้วย 

ปริมาณ: 540 ml.

ราคา: 69 บาท

ระดับความติดทน: 9/10 

น้ำยาปรับผ้านุ่ม
  1. Fineline Windy Bliss

น้ำยาปรับผ้านุ่มไฟน์ไลน์ สูตรนี้จะให้กลิ่นหอมแบบนุ่มนวล แต่ติดทนนานพอสมควร เพราะเป็นสูตรเข้มข้นพิเศษ และด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ 100% จึงทำให้มีความอ่อนโยน ให้กลิ่นหอมแบบซอฟต์ ๆ ไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว บวกกับนวัตกรรม Color Lock ที่ช่วยให้สีสันของเสื้อผ้าดูสดใส ไม่ซีดจาง 

ปริมาณ: 500 ml.

ราคา: 75 บาท

ระดับความติดทน: 9/10 

น้ำยาปรับผ้านุ่ม
  1. Comfort Ultra Fabric Softener Daily Fresh

น้ำยาปรับผ้านุ่มcomfort สูตรเข้มข้น กลิ่น Daily Fresh มาพร้อมแคปซูลที่ช่วยให้ผ้ามีกลิ่นหอมติดทนนาน นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติช่วยให้ผ้านุ่มฟู สามารถรีดง่าย แถมยังถนอมสีและใยผ้าอีกด้วย เรียกว่าเป็นสูตรประหยัดมาตรฐาน 10 เท่า ใช้เพียงแค่ครึ่งฝาก็หอมติดทนนาน 24 ชั่วโมงแล้ว 

ปริมาณ: 3,800 ml.

ราคา: 319 บาท

ระดับความติดทน: 9/10 

น้ำยาปรับผ้านุ่ม
  1. Hygiene Expert Care กลิ่น Peony Bloom

ถ้าถามคนส่วนใหญ่ว่า น้ำยาปรับผ้านุ่มยี่ห้อไหน หอมติดทน ก็มักจะมีน้ำยาไฮยีนสูตรนี้อยู่ในลิสต์ด้วย มีนวัตกรรมล่าสุดเฉพาะของทางแบรนด์อย่าง Life Scent ซึ่งได้สกัดกลิ่นหอมจากดอกไม้ที่ยังคงอยู่บนต้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ทำให้ได้กลิ่นหอมสดชื่นอันบริสุทธิ์ หลังจากใช้แล้วจะทำให้ผ้านุ่มและมีกลิ่นหอมยาวนาน 

ปริมาณ: 1,100 ml.

ราคา: 129 บาท

ระดับความติดทน: 8.5/10 

น้ำยาปรับผ้านุ่ม
  1. Hi Class Secret Romance

น้ำยาปรับผ้านุ่ม ที่มีกลิ่นหอมแบบละมุนที่ช่วยให้รู้สึกสดชื่นได้ตลอดวัน ซึ่งได้กลิ่นหอมจากธรรมชาติ Natural Essentials Oil นอกจากจะมอบกลิ่นหอมให้แล้ว ยังช่วยให้ผ้านุ่มและรีดง่ายขึ้น ยังช่วยลดกลิ่นอับได้อีกด้วย แนะนำให้แช่ผ้ากับน้ำยาทิ้งไว้อย่างน้อย 10 นาที ก่อนซัก จะช่วยให้กลิ่นหอมติดทนนานมากยิ่งขึ้น 

ปริมาณ: 550 ml. x 3 ถุง

ราคา: 45 บาท

ระดับความติดทน: 8.5/10 

น้ำยาปรับผ้านุ่ม
  1. Smart Concentrated Fabric Softener Natural Purple Love

น้ำยาปรับผ้านุ่ม สูตรเข้มข้นพิเศษจากสมาร์ท ถือเป็นอีกหนึ่ง น้ำยาปรับผ้านุ่มหอมติดทนนาน ที่ให้กลิ่นหอมเข้มข้นแบบธรรมชาติ มาพร้อมเทคโนโลยีสมาร์ทเซนเทคที่ช่วยลดกลิ่นอับชื้น ส่งผลให้ผ้านุ่มสะอาด มีกลิ่นหอมติดทนนานถึง 6 เท่าเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีช่วยให้ผ้าแห้งเร็วอีกด้วย 

ปริมาณ: 530 ml.

ราคา: 89 บาท

ระดับความติดทน: 8.5/10 

น้ำยาปรับผ้านุ่ม
  1. Comfort Ultra Fabric Softener Active Fresh

เรียกว่าเป็นน้ำยาปรับผ้านุ่มที่ไม่ได้ให้ความหอมแก่เสื้อผ้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีส่วนช่วยในการลดกลิ่นอับด้วย ใครที่มีเหงื่อออกมากก็จะเหมาะกับสูตรนี้ เพราะจะขจัดกลิ่นเหงื่อได้ค่อนข้างดี นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยให้ผ้านุ่ม ไม่หยาบกระด้าง แถมยังป้องกันสีผ้าจากแสงแดดได้อีกด้วย 

ปริมาณ: 600 ml.

ราคา: 259 บาท

ระดับความติดทน: 8/10 

น้ำยาปรับผ้านุ่ม
  1. D-nee Concentrated Fabric Softener Organic Lavender

น้ำยาปรับผ้านุ่มดีนี่ สูตรเข้มข้น กลิ่นออร์แกนิค ลาเวนเดอร์ จะให้กลิ่นหอมแบบอ่อนโยน กลิ่นไม่ฉุน ซึ่งมาพร้อมกับเทคโนโลยีลดกลิ่นอับชื้น ช่วยให้ผ้าหอมยาวนานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสูตรนี้จะปราศจากแคปซูลน้ำหอม ดังนั้นไม่ต้องกังวลเลยว่าใช้แล้วจะมีอาการแพ้หรือระคายเคือง 

ปริมาณ: 450 ml.

ราคา: 84 บา

ระดับความติดทน: 8/10 

เลือก น้ำยาปรับผ้านุ่ม ให้เหมาะกับความต้องการ ช่วยให้ผ้ามีกลิ่นหอมนานสุดฟิน

น้ำยาปรับผ้านุ่ม

หลังจากทราบแล้วว่า น้ำยาปรับผ้านุ่มยี่ห้อไหนหอม 2567 หวังว่าทุกคนจะเจอน้ำยาสูตรที่ใช่กันแล้ว สำหรับวิธีเลือกให้เหมาะสม แนะนำให้เลือกสูตรที่เข้ากับน้ำยาซักผ้าที่เราใช้จะช่วยให้กลิ่นหอมติดทนนานมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ควรใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มในปริมาณที่เหมาะสมตามที่ระบุไว้บนผลิตภัณฑ์ด้วย

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
รวมบทความ

12 อันดับ เต็นท์สนาม ทนต่อสภาพอากาศ คุณภาพดี น่าใช้งาน 2024 

เต็นท์สนาม

การออกไปเดินป่า ตั้งแคมป์ หรือทำกิจกรรมแอดเวนเจอร์นอกสถานที่เป็นเวลาหลายวันจำเป็นต้องเตรียมอุปกรณ์สำคัญ ๆ หลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ เต็นท์สนาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่สายลุยขาดไม่ได้เลย เพราะการที่มีเต็นท์ติดตัวไปด้วยจะช่วยทำให้อุ่นใจเมื่อถึงเวลาที่ต้องพักผ่อน ฉะนั้นใครกำลังจะออกไปผจญภัยควรมีเต็นท์ที่เหมาะสมกับการใช้งาน 

ชี้เป้า 12 เต็นท์สนาม รองรับไม่เกิน 5 คน ทนลมและฝน คุณภาพดี น่าใช้งาน

เต็นท์สนาม

มือใหม่หลาย ๆ คนที่ไม่เคยซื้อเต็นท์และอุปกรณ์สำหรับกิจกรรมเดินป่าหรือตั้งแคมป์อาจไม่รู้ว่าควรเลือก เต็นท์สนามยี่ห้อไหนดี และควรเลือกแบบไหนให้เหมาะกับการใช้งานของตัวเองมากที่สุด จริง ๆ แล้วการเลือกซื้ออุปกรณ์ดังกล่าวก็ไม่ได้ยากนัก เพียงแค่จะต้องพิจารณาคุณสมบัติก่อนตัดสินใจซื้อ มาดูกันว่า เต็นท์ สนาม แบรนด์ไหนน่าใช้งานบ้าง 

เต็นท์สนาม
  1. Lancamp JS62-105

หนึ่งใน ยี่ห้อเต็นท์ยอดนิยม ที่หลายคนให้ความสนใจเต็นท์สนามรุ่นนี้รองรับได้ 1-2 คน มีประตู 2 บาน แต่ไม่มี Fly Sheet เหมาะกับมือใหม่ที่ชอบตั้งเต็นท์เองแบบง่าย ๆ สามารถพักผ่อนคนเดียวหรือเป็นคู่ก็ได้ บริเวณประตูมีมุ้งตาข่ายช่วยกันแมลง วัสดุที่ใช้กันความชื้นได้เป็นอย่างดี แถมมีกระเป๋าจัดเก็บมาให้ด้วย 

น้ำหนัก: 3 kg

ความสูง: 150 cm

จำนวนรองรับ: 1-2 คน

ราคา: 504 บาท 

เต็นท์สนาม
  1. NatureHike Thailand Star-River 2 Ultralight Two Men Tent

เต็นท์รุ่นนี้รองรับได้ 1-2 คน โดยจะมีทางเข้า-ออก อยู่ด้วยกัน 2 ทาง ช่วยให้ภายในเต็นท์มีความชื้นน้อยลง ภายนอกเต็นท์ดีไซน์สวยงาม ผ่านการตัดเย็บมาอย่างดี ผนังเต็นท์เป็นแบบ 2 ชั้น ผลิตจากไนลอนและโพลีเอสเตอร์ เคลือบด้วยซิลิโคน หากใครยังไม่รู้ว่าจะซื้อ เต็นท์ naturehike รุ่นไหนดี ขอแนะนำรุ่นนี้เลย 

น้ำหนัก: 2.221 kg.

ความสูง: 165 cm.

จำนวนรองรับ: 1-2 คน

ราคา: 4,463 บาท 

เต็นท์สนาม
  1. NatureHike 20D/210T

อีกหนึ่งรุ่นจาก Naturehike สำหรับรุ่นนี้จะเป็น เต๊นท์สนามเดินป่า ที่สามารถป้องกันรังสี UV ได้ดี ผิวด้านนอกของเต็นท์ถูกเคลือบด้วยสารชนิดพิเศษ ทำให้ทนต่อสภาพอากาศพอสมควร ผิวเต็นท์ทำจากโพลีเอสเตอร์ มาพร้อมกับผ้าตาข่ายที่ช่วยระบายอากาศ โดยมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ ส้ม แดง และฟ้า 

น้ำหนัก: 1.5 kg.

ความสูง: 110 cm.

จำนวนรองรับ: 1-2 คน

ราคา: 4,363 บาท 

เต็นท์สนาม
  1. Karana Forester 2 Mark III Canopy Tent

เต็นท์ สนามขนาดกะทัดรัด รองรับได้ถึง 2 คน รุ่นนี้จะมาพร้อมกับฟังก์ชั่นการใช้งานแบบพื้นฐาน ประกอบด้วยประตูและหน้าต่าง 2 ส่วน ตรงนี้จะช่วยให้ระบายอากาศได้เป็นอย่างดี แถมเวลาเข้า-ออกก็ไม่ยุ่งยาก นอกจากนี้ตัวเต็นท์ยังแยกพื้นที่พักผ่อนและทำกิจกรรมไว้อย่างชัดเจนอีกด้วย 

น้ำหนัก: 5.4 kg.

ความสูง: 135 cm.

จำนวนรองรับ: 2 คน

ราคา: 2,290 บาท 

เต็นท์สนาม
  1. MSR Elixir 3 V2

เต็นท์สนามน้ำหนักเบา สามารถรองรับได้มากสุด 3 คน เหมาะกับการออกทริปเดินป่า ตั้งแคมป์ หรือปิกนิก ประตูทางเข้าถือว่าค่อนข้างใหญ่ ช่วยให้เข้า-ออกได้อย่างสะดวก โครงสร้างมีความแข็งแรง ทนทาน ด้วยความที่ใช้เทคโนโลยีโคทติงเคลือบและตะเข็บการตัดเย็บแบบละเอียด จึงทนต่อสภาพอากาศได้เป็นอย่างดี 

น้ำหนัก: 3.19 kg.

ความสูง: 104 cm.

จำนวนรองรับ: 1-3 คน

ราคา: 10,500 บาท 

เต็นท์สนาม
  1. Thai Adventure Yama Tento

เต็นท์สนามโครงเหล็ก จากแบรนด์ไทยที่รองรับได้ 2-3 คน ด้วยการผลิตจากวัสดุคุณภาพสูง จึงทำให้สามารถทนต่อความเสียหายจากสภาพอากาศได้ดี ภายนอกถูกออกแบบมาให้ดูสวยงามและทันสมัย ตอบโจทย์การใช้งานในระยะยาวได้อย่างมาก หากใครต้องการเต็นท์ที่มีคุณภาพสมกับราคา ขอแนะนำเลย 

น้ำหนัก: 6.6 kg

ความสูง: 200 cm

จำนวนรองรับ: 2-3 คน

ราคา: 3,990 บาท 

  1. MSR Mutha Hubba NX V2 Tent

เต็นท์เดินป่าขนาดกะทัดรัด พกพาง่าย ช่วยให้เดินทางสะดวกมากขึ้น สามารถรองรับได้มากสุด 3 คน ไม่ว่าจะทริปไหน ๆ ก็สามารถนำไปใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย เหมาะกับคนที่กำลังตามหา เต็นท์สนามเดินป่า น้ำหนักเบา และด้วยราคาหลักหมื่นขนาดนี้ ไม่ต้องกลัวเลยว่าคุณภาพนั้นจะด้อยกว่าเต็นท์รุ่นอื่น 

น้ำหนัก: 2.18 kg.

จำนวนรองรับ: 2-3 คน

ราคา: 21,500 บาท 

เต็นท์สนาม
  1. Blackdeer Archeos 3P

อีกหนึ่งเต็นท์สนาม เดินป่าที่มีคุณภาพดี น่าใช้งาน สามารถรองรับได้มากสุด 3 คน สำหรับตัวผ้าเต็นท์จะผลิตจากผ้าโพลีเอสเตอร์ชั้นดี มาพร้อมกับเสาที่เป็นอลูมิเนียม มีความแข็งแรงและทนทาน ถือเป็น เต็นท์สนามกันฝน ที่มีฟลายชีทที่ช่วยกันแดด กันฝน และสามารถระบายอากาศได้ดีอีกด้วย 

น้ำหนัก: 3.25 kg.

ความสูง: 120 cm.

จำนวนรองรับ: 3 คน

ราคา: 2,900 บาท 

เต็นท์สนาม
  1. Camel Outdoor A1S3NA111-1

นี่คือ เต็นท์สนามอเนกประสงค์ ที่สามารถรอบรับได้มากถึง 4 คน มาพร้อมกับฟังก์ชั่นกางได้เองอัตโนมัติ ไม่ต้องเสียเวลากางเต็นท์นาน ๆ ซึ่งเหมาะกับมือใหม่มากเลยทีเดียว บริเวณประตูจะมีมุ้งตาข่ายช่วยกันแมลง โดยเต็นท์รุ่นนี้สามารถสะท้อน UV ได้ รวมถึงระบายอากาศได้ดีมาก ๆ ด้วย 

น้ำหนัก: 3.4 kg.

ความสูง: 200 cm.

จำนวนรองรับ: 3-4 คน

ราคา: 2,114 บาท 

เต็นท์สนาม
  1. Free Adventure รุ่น Navigator 4 Men (FRT 229)

เต็นท์สนามขนาดใหญ่ สามารถรองรับได้มากถึง 4 คน ซึ่งถูกออกแบบมาให้ประตูและหน้าต่างเป็นแบบ 2 ส่วน จึงสามารถระบายอากาศได้ดี เวลาอยู่ข้างในเต็นท์แล้วจะไม่รู้สึกอึดอัด หากดูจากขนาดและฟังก์ชั่นของเต็นท์แล้ว ต้องบอกว่าเหมาะกับทริปเอาท์ดอร์แบบครอบครัวมากเลยทีเดียว 

น้ำหนัก: 4.2 kg.

ความสูง: 150 cm.

จำนวนรองรับ: 4 คน

ราคา: 2,590 บาท 

เต็นท์สนาม
  1. Coleman JP Cross Dome 270

เรียกว่าเป็นเต็นท์แบบครอบครัวก็ว่าได้ เพราะสามารถรองรับได้สูงสุดถึง 5 คนเลยทีเดียว ลักษณะคล้าย เต็นท์ K2 กับ Coleman มาพร้อมคุณสมบัติกันแดดและกันฝนได้ดี หน้าเต็นท์จะมีเสาอยู่ 2 ต้น ช่วยบังแดดและฝนได้ และในส่วนของภายในก็จะระบายอากาศได้ดีเช่นกัน เหมาะกับใช้ออกทริปครอบครัวสุด ๆ 

น้ำหนัก: 10.6 kg.

ความสูง: 175 cm.

จำนวนรองรับ: 4-5 คน

ราคา: 5,900 บาท 

เต็นท์สนาม
  1. Chums A Frame Tent T/C 4

เต็นท์สนามใหญ่ รองรับได้ 4 คน ดีไซน์ภายนอกถือว่าสวยงามและทันสมัย สามารถพกพาไปทำกิจกรรมเอาท์ดอร์ต่าง ๆ ได้อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นลุยป่า ขึ้นเขา หรือตั้งแคมป์ใกล้ริมน้ำก็สะดวกสบาย ตัววัสดุที่ใช้มีความยืดหยุ่น แข็งแรงและทนทาน สามารถใช้งานได้ในระยะยาว 

น้ำหนัก: 23 kg.

ความสูง: 202 cm.

จำนวนรองรับ: 4 คน

ราคา: 35,550 บาท 

ทริคการเลือก เต็นท์สนาม ยี่ห้อไหนดี ตอบโจทย์การใช้งานในระยะยาว

เต็นท์สนาม

การเลือกซื้อเต็นท์จำเป็นต้องคำนึงถึงการใช้งานจริง ไม่ใช่แค่ความชอบเท่านั้น นอกจากขนาดของเต็นท์แล้ว สิ่งที่เราควรพิจารณาคือวัสดุที่ใช้ผลิต รวมถึงฟังก์ชั่นการใช้งาน หากถามว่า เต็นท์ยี่ห้อไหนดีที่สุด จริง ๆ แล้วมีหลายยี่ห้อ เราควรดูว่าคุณสมบัติของเต็นท์สนามแต่ละยี่ห้อ หรือแต่ละรุ่นเป็นอย่างไร หลังจากนั้นนำข้อมูลดังกล่าวมาพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ

อ่านบทความอื่นๆ: